|
การปรากฎเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
" ฆ่าเมียพ้นคุก
สั่งรอลงอาญา ชี้ ดร.พิพัฒน์
ทำเพราะโทสะ (หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ฉบับที่ 278 วันเสาร์ที่ 20
กรกฎาคม 2545) และ ดร.ฆ่าเมีย
ให้รอลงอาญา 3 ปี
สอนเด็กอีก 50 ชม." (หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ฉบับที่ 16251 วันเสาร์ที่ 20
กรกฎาคม 2545)
สร้างความแปลกใจให้กับผู้อ่านและผู้ที่ติดตามข่าวนี้มากที่ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า
เรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างสามีภรรยามีสาเหตุมาจากความรู้สึกส่วนตัวของจำเลยเอง
กระทำความผิดเพราะอารมณ์โทสะที่เกิดขึ้นชั่วขณะทำร้ายภรรยาบาดเจ็บตามร่างกายหลายแห่งจนเสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม
คงจะต้องติดตามผลจากการตัดสินของศาลต่อไป
กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นได้ในทุกสังคม
Murray A. Straus (1977) ได้ศึกษาต่างวัฒนธรรมเรื่องการทะเลาะวิวาทระหว่างสามีภรรยา
พบสาเหตุที่เป็นปัจจัยรุนแรงนำไปสู่การทะเลาะวิวาท
4 ประการ คือ
1.
การบ่มเพาะความอึดอัดไม่พอใจระหว่างสามีภรรยาเป็นเวลานาน
2. กิจกรรมของครอบครัว
และความสนใจของสามีภรรยาที่แตกต่างกัน
กล่าวคือ เวลาของสามีและ
ภรรยาจะไม่ตรงกันในการกระทำกิจกรรมของครอบครัว
3.
เวลาของสามีและภรรยามุ่งไปสู่การทำงานเฉพาะกิจของตนเองขาดความเอาใจใส่ต่อกัน
4.
ความไม่เสมอภาคระหว่างเพศ
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ภายในครอบครัวที่สามีจะแสดงบทบาทผู้มีอำนาจเหนือต้องการให้ภรรยาสมยอมในทุกเรื่อง
และทำให้ภรรยาต้องอยู่ในภาวะพึ่งพาสามี
โดยเห็นว่าการหย่าร้างจะนำผลร้ายมาสู่ลูกๆ
แนวคิดความสัมพันธ์ของครอบครัวเรื่องอำนาจและการแบ่งช่วงชั้นทางอำนาจ
แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจของผู้ที่มีสถานภาพที่เหนือกว่าสามารถทำการควบคุมและสร้างอิทธิพลภายใต้ระบบความความสัมพันธ์ในครอบครัว
เมื่อนำหลักแนวคิดระบบอาวุโสมาพิจารณาถึงความสัมพันธ์ในระหว่างบทบาทหญิงและชาย
จะพบว่าสถาบันต่างๆ
ทางเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง และศาสนา
ได้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวว่าระบบอาวุโส
ทำให้ผู้ชายมีบทบาทที่เหนือกว่าผู้หญิงระหว่างช่วงชีวิตสมรสในทุกด้าน
สิ่งเหล่านี้ปรากฎให้เห็นต่อสังคมว่าผู้ชายสามารถมีอำนาจเหนือกว่าทางด้านอาชีพการงาน
ด้านการเมือง และศาสนา
ผู้หญิงเป็นเพศที่แสดงถึงผู้มีอำนาจที่น้อยกว่า
ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ
ที่น้อยกว่า
มีโลกของตนเองภายในบ้านและการเลี้ยงลูก
การนำผลทางลบด้านชีวิตครอบครัวมาทำการศึกษาจะทำให้สังคมมีความเข้าใจภาวะวิกฤตที่เป็นปัญหาของครอบครัวสามารถที่จะทำการป้องกันแก้ไขเพื่อให้ครอบครัวมีความสันติสุข
ผลทางลบด้านชีวิตครอบครัว
คือ
ความรุนแรงในครอบครัว (Violence
in the Family)
สามารถจำแนกเป็น 2
ประเภท คือ
1. การทำร้าย
ทุบเฆี่ยนตีภรรยา (Wife
Battering)
2.
การกระทำทารุณต่อเด็ก (Child
Abuse)
การทำร้าย
ทุบเฆี่ยนตีภรรยา (Wife
Battering)
การทำร้าย
ทุบเฆี่ยนตีภรรยา
เกิดขึ้นได้ทุกชนชั้นในสังคม
(Lenore E. Walker)
สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของสมาชิกครอบครัว
(Steinmetz, 1977) ทำให้เกิดข้อขัดแย้งและการพิพาทในครอบครัว
ถ้าปล่อยทิ้งให้เป็นความขัดแย้งที่เรื้อรังไม่ได้ขจัดแก้ไข
ผลสุดท้ายจะเกิดภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้
นักวิชาการหลายท่านแสดงความคิดเห็นว่า
ความรุนแรงในครอบครัวเกิดจากการใช้อำนาจอาวุโสระหว่างเพศ
เช่น Goode (1971)
และ O'Brien (1971)
ได้เสนอว่า
สามีที่ไม่ประสบความสำเร็จทางสังคมในหน้าที่การงาน
มักจะแสดงความวิตกกังวลหงุดหงิดไปสู่ภรรยา
Goode (1971)
ได้สรุปว่า
ความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นเมื่อสามีไม่สามารถมีสถานภาพทางสังคม
ประสบความล้มเหลวต่อการมีอำนาจนอกบ้าน
ไม่สามารถทำงานบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อนำมาสนับสนุนการมีอำนาจในบ้าน
ประเด็นเหล่านี้
ต้องทำการศึกษาต่อไปอีก
โดยจะต้องนำปัจจัยอื่นมาทำการศึกษา
เช่น
กระบวนการขัดเกลาทางสังคม
ปัจจัยทางจิตวิทยา
ปัจจัยความกดดันทางสังคม
เช่น ปัญหาการว่างงาน
ปัญหาด้านการเงิน
และปัญหาด้านสุขภาพ
การกระทำทารุณต่อเด็ก (Child
Abuse)
การกระทำทารุณต่อเด็ก
เกิดขึ้นได้หลายสถานการณ์ตั้งแต่เรื่องความขัดสนด้อยโอกาส
ขาดแคลนความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต
ด้านอาหาร เสื้อผ้า
ที่อยู่อาศัย
ไปจนถึงเรื่องการขาดความรัก
ความอบอุ่นในครอบครัว
การกระทำทารุณทางร่างกาย
ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว
นำไปเร่ขาย
ทอดทิ้งให้อดอยากหิวโหย
ต้องเร่ร่อนและการฆาตกรรมเด็กตั้งแต่เป็นทารกอยู่ในครรภ์
การฆ่าทิ้งถ้าพบเป็นเพศหญิง
และการทำแท้งจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์
บางประเทศที่อยู่ระหว่างการทำสงครามจะให้เด็กจับอาวุธ
ทำหน้าที่เป็นทหาร
และเด็กต้องตกเป็นเหยื่อจากการสู้รบตั้งแต่อายุระหว่าง
7 - 8
ขวบ
การกระทำทารุณต่อเด็กที่นักวิชาการหลายท่านได้สรุปสาเหตุ
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
สังคมเกิดภาวะไร้ระเบียบวินัย
รวมทั้งการเกิดสภาพความเป็นเมือง
(Urbanization) ทำให้สังคมละทิ้งคุณค่าทางวัฒนธรรม
และการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวล้มเหลว
ทำให้เสี่ยงต่อการกระทำทารุณต่อเด็กยิ่งขึ้น
ความเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัวศึกษา
(Family
Studies)
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัว
หรือครอบครัวศึกษา
ได้มีนักวิชาการใช้ทฤษฎีศึกษาหลายทฤษฎีโดยเฉพาะทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่
เช่น
ศึกษาครอบครัวด้านการหย่าร้างและปัญหาต่างๆ
ของครอบครัว ปัจจุบัน
นักวิชาการได้ใช้ทฤษฎีกระบวนการครอบครัว
(family process)
เข้ามาศึกษาโดยเน้นพัฒนาการมนุษย์ในระบบนิเวศวิทยา
(Bronfenbrenner, 1979)
โดยเสนอว่า
บุคคลและสุขภาพครอบครัวเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนที่ต้องทำการศึกษาในเชิงความรู้สึกนึกคิด
และสภาพแวดล้อม
ในที่นี้จะเสนอการศึกษาด้านสุขภาพครอบครัว
และความบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครองครัว
หมายถึง
การศึกษาครอบครัวจะทำหน้าที่อย่างไรให้ดีที่สุดตามที่ครอบครัวมุ่งหวัง
และความหมายของสุขภาพครอบครัว
คือ
ครอบครัวประสบความสำเร็จต่อการปฏิบัติหน้าที่และบรรลุเป้าหมายตามที่มุ่งหวังไว้
ครอบครัวที่มีสุขภาพที่ดีจะต้องประกอบด้วย
คุณลักษณะสำคัญ 6
ประการ
แต่มิได้หมายความว่าครอบครัวสุขภาพดีจะต้องมีครบองค์ประกอบทั้ง
6 ประการ
1.
ทำความตกลงแหล่งการใช้อำนาจภายในครอบครัว
2.
กำหนดกติกาและทำการตัดสินใจในการใช้กติกาอย่างมั่นคง
3.
แสดงพฤติกรรมเชิงแลกเปลี่ยนความเอื้ออาทรในการพิทักษ์คุ้มครองซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ
4.
ทำการเลี้ยงดูผู้เยาว์และเด็ก
และรักษาสถานภาพชีวิตสมรสอย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง
5.
ทำการกำหนดเป้าหมายของครอบครัวที่สมาชิกแต่ละคนมีส่วนร่วม
6. มีความยืดหยุ่นและการปรับตัวยอมรับพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างปกติ
และรวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ครอบครัวสุขภาพดีจะต้องรู้จักการสื่อสารด้วยการพูด
และทำความเข้าใจกันอย่างเปิดเผย
รู้จักยอมรับและเข้าใจแนวคิดของแต่ละฝ่ายด้วยการตกลง
ยอมรับมากกว่าการขัดแย้ง
รูปแบบลำดับขั้นตอนการดำเนินชีวิตการแต่งงาน
(Stages of a Marriage)
ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรชีวิตครอบครัวที่จะทำความเข้าใจถึงการผสมผสานความเป็นปัจเจกบุคคลในครอบครัว
และการรับรู้ปฏิสัมพันธ์ต่อกันในช่วงชีวิตการแต่งงาน
1
|