มติที่ประชุมโดยย่อ  คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย
ครั้งที่ 164 (7/2554)  วันที่ 18 กันยายน 2554
ณ  ประชุมสุพรรณกัลยา 3 อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 3


[วาระที่ 1] [วาระที่ 2] [วาระที่ 3] [วาระที่ 4] [วาระที่ 5] [วาระที่ 6]

ระเบียบวาระที่ 5    เรื่อง เสนอเพื่อพิจารณา

5.1 การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาคณบดีคณะศึกษาศาสตร์

 

              1. รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2551 เป็นต้นไป
2. รองศาสตราจารย์ ดร.ชยันต์ บุณยรักษ์ ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2551 เป็นต้นไป
ทั้งหมดจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง ในวันที่ 19 มกราคม 2554 ซึ่งตามข้อบังคับระบุว่า “เมื่อตำแหน่งคณบดีว่างลงหรือวาระการดำรงตำแหน่งดังกล่าวเหลือเวลาไม่น้อยกว่า 60 วัน ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี” จึงเห็นสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาคณบดีต่อไป
  มติ คณะศึกษาศาสตร์
1. แต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ไชยยศ เหมะรัชตะ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาคณบดีคณะศึกษาศาสตร์
2. แต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนา สนั่นเมือง ประธานสภาอาจารย์ เป็นกรรมการ
3. มอบสำนักงานสภามหาวิทยาลัย จัดทำคำสั่งเสนอนายกสภามหาวิทยาลัยเพื่อลงนามต่อไป
คณะวิทยาศาสตร์
1. แต่งตั้ง ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มรกต ตันติเจริญ กรรมการสภามหาวิทยาลัย ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาคณบดีคณะศึกษาศาสตร์
2. แต่งตั้ง รองศาสตราจารย์ ดร.รัตนะ บัวสนธ์ กรรมการสภา ประเภทอาจารย์ เป็นกรรมการ
3. มอบสำนักงานสภามหาวิทยาลัย จัดทำคำสั่งเสนอนายกสภามหาวิทยาลัยเพื่อลงนามต่อไป
     
5.2 การปรับโครงสร้างหน่วยงานของสถานพัฒนาวิชาการด้านภาษา

 

              ตามที่สถานพัฒนาวิชาการด้านภาษา มีความประสงค์จะขอปรับโครงสร้างหน่วยงาน โดยได้มีการยุบรวม และเปลี่ยนชื่องาน เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการอย่างมี ดังตารางเปรียบเทียบโครงสร้างเดิมและโครงสร้างใหม่ของสถานพัฒนาวิชาการด้านภาษา
ซึ่งนำเสนอคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ในคราวประชุม ครั้งที่ 17/2554 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2554 ให้ความเห็นชอบเรียบร้อยแล้ว
  มติ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างหน่วยงานของสถานพัฒนาวิชาการด้านภาษา ดังนี้
1. งานธุรการ
2. งานบริการพัฒนาภาษา
3. งานบริการห้องปฏิบัติการทางภาษา
     
5.3 การขอความเห็นชอบ “ร่าง” ระเบียบ และ “ร่าง” ข้อบังคับ มหาวิทยาลัยนเรศวร

 

              ด้วยคณะ/หน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย ได้เสนอขอความเห็นชอบ “ร่าง” ระเบียบ และ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งได้นำเสนอคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ในคราวประชุม ครั้งที่ 18/2554 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองระเบียบ ข้อบังคับและประกาศ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในคราวประชุม ครั้งที่ 15/2554 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ “ร่าง” ระเบียบ และ “ร่าง” ข้อบังคับ ดังกล่าวแล้ว จึงเสนอมาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
     
5.3.1 การขอความเห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับลูกจ้างชาวต่างประเทศที่มีสัญญาจ้าง พ.ศ. .....

 

              เพื่อให้ชาวต่างประเทศที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติทั้งในด้านการสอน การวิจัย ได้เข้ามาทำหน้าที่สอนในระดับบัณฑิตศึกษาหรือสอนในระดับบัณฑิตศึกษาและทำการวิจัยด้วย โดยการจ้างเป็นลูกจ้างชาวต่างประเทศตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ตามบัญชีโครงสร้างอัตราค่าจ้างลูกจ้าง ชาวต่างประเทศที่มีสัญญาจ้าง (ผู้สอน) ลำดับที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่ความรับผิดชอบสอนในระดับบัณฑิตศึกษาหรือ สอนในระดับบัณฑิตศึกษาและทำการวิจัยด้วย ฉะนั้น เพื่อให้การจ่ายเงินสมทบสำหรับลูกจ้างชาวต่างประเทศ ที่มีสัญญาจ้างสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน
กองกฎหมาย จึงได้จัดทำ (ร่าง) ระเบียบมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษสำหรับลูกจ้างชาวต่างประเทศที่มีสัญญาจ้าง พ.ศ. ..... ซึ่งนำเสนอคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย ในคราวประชุม ครั้งที่ 18/2554 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบระเบียบดังกล่าวแล้ว จึงนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาต่อไป
  มติ 1. เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ สำหรับลูกจ้างชาวต่างประเทศที่มีสัญญาจ้าง พ.ศ. .....
2. มอบกองกฎหมาย จัดทำร่างระเบียบเสนอนายกสภามหาวิทยาลัยลงนามต่อไป
     
5.3.2 “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2554

 

              โดยที่ ก.พ.อ. ได้ปรับระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ในเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้สภาสถาบันอุดมศึกษาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยนเรศวร ให้สอดคล้องกับระบบบริหารงานบุคคลใหม่ นั้น
กองกฎหมาย และกองการบริหารงานบุคคล จึงได้จัดทำ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2554 ซึ่งนำเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองระเบียบ ข้อบังคับและประกาศ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในคราวประชุม ครั้งที่ 15/2554 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับดังกล่าวแล้ว จึงนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาต่อไป
  มติ 1. เห็นชอบ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผล การปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สังกัดมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2554
2. มอบกองกฎหมาย และกองการบริหารงานบุคคล รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป
     
5.3.3 “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2554

 

              ตามที่ ก.พอ. ได้ปรับระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จากระบบจำแนกตำแหน่งตามมาตรฐานกลางสิบเอ็ดระดับ เป็นระบบจำแนกตำแหน่งตามกลุ่มลักษณะงาน ซึ่งจำเป็นต้องวางหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับระบบบริหารงานบุคคลใหม่ นั้น
กองกฎหมายและกองการบริหารงานบุคคล จึงได้จัดทำ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2554 ซึ่งนำเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองระเบียบ ข้อบังคับและประกาศ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในคราวประชุม ครั้งที่ 15/2554 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับดังกล่าวแล้ว จึงนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาต่อไป
  มติ 1. เห็นชอบ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การเลื่อนขั้นเงินเดือนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2554
2. มอบกองกฎหมาย และกองการบริหารงานบุคคล รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป
     
5.3.4 “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการ เปลี่ยนตำแหน่ง การเปลี่ยนระดับตำแหน่ง และการตัดโอนตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ...

 

              โดยที่ ก.พ.อ. ได้ปรับระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จากระบบจำแนกตำแหน่งตามาตรฐานกลางสิบเอ็ดระดับ เป็นระบบจำแนกตำแหน่งตามกลุ่มลักษณะงาน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานการเปลี่ยนตำแหน่ง การเปลี่ยนระดับตำแหน่ง และการตัดโอนตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับระบบบริหารงานบุคคลใหม่ นั้น
กองกฎหมาย และกองการบริหารงานบุคคล จึงได้จัดทำ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการ เปลี่ยนตำแหน่ง การเปลี่ยนระดับตำแหน่ง และการตัดโอนตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. .... ซึ่งนำเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองระเบียบ ข้อบังคับและประกาศ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในคราวประชุม ครั้งที่ 15/2554 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบข้อบังคับดังกล่าวแล้ว
  มติ 1. เห็นชอบ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการ เปลี่ยน ตำแหน่ง การเปลี่ยนระดับตำแหน่ง และการตัดโอนตำแหน่งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. .... โดยขอให้เพิ่มข้อความ ดังนี้
“สำหรับการเปลี่ยนตำแหน่งและการตัดโอนตำแหน่ง ของพนักงานมหาวิทยาลัยนเรศวร มอบให้อธิการบดีหรือผู้ที่อธิการบดีมอบหมายเป็นผู้ดำเนินการต่อไป”
2. มอบกองกฎหมาย และกองการบริหารงานบุคคล รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อไป
     
5.3.5 “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย มาตรฐานการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือน ในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ. 2554

 

              โดยที่ ก.พ.อ. ได้ปรับระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จากระบบจำแนกตำแหน่งตามาตรฐานกลางสิบเอ็ดระดับ เป็นระบบจำแนกตำแหน่งตามกลุ่มลักษณะงาน ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานการการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบบริหารงานบุคคลใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป
กองกฎหมาย และกองการบริหารงานบุคคล จึงได้จัดทำ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย มาตรฐานการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ. 2554 จึงนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาต่อไป
  มติ 1. เห็นชอบ “ร่าง” ข้อบังคับมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย มาตรฐานการกำหนดระดับ ตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ. 2554
2. มอบกองกฎหมาย และกองการบริหารงานบุคคล รับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
     
5.4 การแต่งตั้งที่ปรึกษานายกสภามหาวิทยาลัย

 

              ตามที่ นายกสภามหาวิทยาลัย ขอให้กองกฎหมาย ตรวจสอบอำนาจหรือแนวทางการดำเนินการ ในการที่จะแต่งตั้งบุคคลเป็นที่ปรึกษานายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อให้ความเห็นในข้อราชการ กับนายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวร เมื่อปฏิบัติงานตามกรอบภารกิจของกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่นั้นไม่ได้รับเงินเดือนหรือเงินค่าตอบแทนตำแหน่งแต่อย่างใด แต่อาจมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งอาจต้องเบิกจ่ายตามระเบียบของทางราชการ นั้น
  มติ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติในหลักการเพื่อแต่งตั้งบุคคลเป็นที่ปรึกษานายกสภามหาวิทยาลัยเป็นการเฉพาะ โดยมิได้เบิกจ่ายค่าตอบแทนในลักษณะของเงินเดือนหรือค่าจ้าง
     
5.5 การขอความเห็นชอบหลักสูตร

 

              ด้วยคณะต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย ได้เสนอขอความเห็นชอบหลักสูตร ซึ่งได้นำเสนอคณะกรรมการสภาวิชาการ ในคราวประชุม ครั้งที่ 5/2554 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2554 ได้พิจารณา ให้ความเห็นชอบหลักสูตรดังกล่าวแล้ว จึงเสนอมาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตร ดังนี้
5.5.1 ขอความเห็นชอบการปรับปรุงหลักสูตร และหลักสูตรใหม่ ของกลุ่มวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
1. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
1) หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบสื่อนวัตกรรม หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
2) หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบทัศนศิลป์ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
2. คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
1) หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสารสนเทศศาสตร์ หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2555
2) หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
3) หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555
5.5.2 ขอความเห็นชอบการปรับปรุงหลักสูตรและหลักสูตรใหม่ ของกลุ่มวิทยาศาสตร์ สุขภาพ
1. คณะสหเวชศาสตร์ 1) หลักสูตรทัศนมาตรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2555
2) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ หลักสูตร ปรับปรุง พ.ศ.2555
2. คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์
1) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจุลชีววิทยา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
5.5.3 ขอความเห็นชอบการปรับปรุงหลักสูตร กลุ่มสังคมศาสตร์
1. คณะสังคมศาสตร์
1) หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
2) หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
3) หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
4) หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555
5.5.4 ขอความเห็นชอบการปิดหลักสูตรของคณะทันตแพทยศาสตร์ ดังนี้
1) หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยาช่องปาก หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2548
  มติ 1. กลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์
1. เห็นชอบหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบสื่อนวัตกรรม หลักสูตร ปรับปรุง พ.ศ. 2555
2. เห็นชอบหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาออกแบบทัศนศิลป์ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555
คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
1. เห็นชอบหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภูมิสารสนเทศศาสตร์ หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2555 โดยขอให้แก้ไข และส่งให้อธิการบดีตรวจสอบ ก่อนนำส่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดังนี้
หน้าที่ 2 ข้อ 5.2 ปรับแก้เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
ข้อ 5.3 ปรับแก้เพิ่ม  นิสิตต่างประเทศ 2. เห็นชอบหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หลักสูตร ปรับปรุง พ.ศ. 2555
3. เห็นชอบหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การเกษตร หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555
2. กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ
คณะสหเวชศาสตร์
1. เห็นชอบหลักสูตรทัศนมาตรศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนมาตรศาสตร์ หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2555
2. เห็นชอบหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2555
คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์
1. เห็นชอบหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจุลชีววิทยา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555 โดยขอให้แก้ไข และส่งให้อธิการบดีตรวจสอบ ก่อนนำส่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ดังนี้
หน้าที่ 1 แก้ไข จาก บัณฑิตวิทยาลัย เป็น พิษณุโลก
3. กลุ่มสังคมศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์
1. ขอถอนหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555 ออก โดยขอให้ปรับแก้ไขก่อนนำเสนอสภามหาวิทยาลัยครั้งต่อไปดังนี้
1) ภาษาอังกฤษจำนวน 9 หน่วยกิต ที่เพิ่มขึ้น
2) ปรับลดหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร จาก 137 หน่วยกิต เป็น 128 หน่วยกิต หรือ
3) ปรับเพิ่มหน่วยกิตในวิชาพื้นฐานจาก 22 หน่วยกิต เป็น 31 หน่วยกิต หรือ
4) ให้เลือกเรียนรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 28 หน่วยกิต
2. ขอถอนหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555 ออก โดยขอให้ปรับแก้ไขก่อนนำเสนอสภามหาวิทยาลัยครั้งต่อไปดังนี้
1) ตรวจสอบอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรโดยให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
2) หน้า 13 และ 14 รายวิชาภาษาอังกฤษ ไม่สนองนโยบายเพิ่มหน่วยกิต จาก 3 หน่วยกิต เป็น 12 หน่วยกิต
3) ปรับลดหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรจาก 132 หน่วยกิต เป็น 123 หน่วยกิต
4) กรณียังคงหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตร 132 หน่วยกิต ให้ปรับเพิ่มวิชาเลือก จาก 18 หน่วยกิต เป็น 27 หน่วยกิต
3. เห็นชอบหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555 โดยขอให้แก้ไข และส่งให้อธิการบดีตรวจสอบ ก่อนนำส่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาดังนี้ หน้าที่ 3 อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร แก้ไข จาก 2 คน เป็น 3 คน
4. ขอถอนหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555 ออก โดยขอให้ปรับแก้ไข ก่อนนำเสนอสภามหาวิทยาลัยครั้งต่อไปดังนี้
1) หน้า 13 ข้อ 3.2 ปรับแก้ไขโครงสร้างหลักสูตรหมวดวิชาเฉพาะ โดยมีวิชาบังคับ และวิชาเลือก
2) หน้า 17 ปรับเพิ่มรายวิชาภาษาอังกฤษไม่สนองนโยบายมหาวิทยาลัย ทำให้หน่วยกิตเพิ่ม จาก 3 หน่วยกิต เป็น 7 หน่วยกิต และปรับลดหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรจาก 130 หน่วยกิต เป็น 126 หน่วยกิต
3) หน้า 33 ปรับคำอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษ ทั้ง 2 รายวิชา (การอ่านเชิงวิชาการ และภาษาอังกฤษวิชาชีพ)
4) หน้า 24 ปรับแผนการเรียน ปี 3 ภาคการศึกษาต้น และภาคการศึกษาปลาย ในรายวิชาภาษาอังกฤษ
4. การปิดหลักสูตร
1. เห็นชอบการปิดหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยาช่องปาก หลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2548
     
5.6 “ร่าง” สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยนเรศวร

 

              1. ด้วยสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจำกัด ได้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 7 แปลง รวมเนื้อที่ 58-0-34.30 ไร่ รวมเป็นเงิน 204,523,067 บาท พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยได้จัดส่งสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจพิจารณา เมื่อ 8 มีนาคม 2554 ปรากฎตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0527.01/2821 โดยพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบการตรวจร่างสัญญา คือ นายโกเมท ทองภิญโญชัย อัยการผู้เชี่ยวชาญ ประจำกรม สำนักงานที่ปรึกษา สำนักงานอัยการสูงสุด
2. สภามหาวิทยาลัยในคราวประชุม ครั้งที่ 162(5/2554 ) เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ได้พิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบมหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าด้วย หลักเกณฑ์การจัดหาที่ดินและการจ่ายเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เพื่อจัดทำโครงการอุทยานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ.2554 โดยระเบียบมีสัญญาจะซื้อจะขายแนบท้ายด้วยนั้น ซึ่งระเบียบสภามหาวิทยาลัยนเรศวร ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ส่วนสัญญาจะซื้อจะขาย ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบก่อน หากเห็นชอบให้มหาวิทยาลัยดำเนินการต่อไปนั้น
3. ดังนั้นในวันที่ 27 มิถุนายน 2554 มหาวิทยาลัยได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0527.01/7686 ส่ง (ร่าง) สัญญาจะซื้อจะขายถึงสำนักงานอัยการสูงสุด อีกครั้งหนึ่ง โดยพร้อมกับแจ้งรายชื่อผู้ชี้แจงข้อเท็จจริง ประกอบการพิจารณาตรวจร่างสัญญาในครั้งนี้ ประกอบด้วย นายปริญญา ปานทอง รองอธิการบดีฝ่ายจัดการทรัพย์สิน นายเดชา ดีผดุง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำมหาวิทยาลัยด้านบริหารและจัดการความเสี่ยง น.ส.ลัดดาวัลย์ ชูสาย ผู้อำนวยการกองกฎหมาย นายชินวัฒน์ สิงหะ หัวหน้างานนิติการสัญญา นางสาวนนทญา สามภักดี นิติกร นางสาวสิริสา กล่อมจิต นิติกร เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการตรวจร่างสัญญาในครั้งนี้
4. ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 สำนักงานอัยการสูงสุด โดยนายโกเมท ทองภิญโญชัย พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบการตรวจร่างสัญญา ได้แจ้งให้มหาวิทยาลัย ไปชี้แจงข้อเท็จจริงประกอบการตรวจร่างสัญญา โดยผู้ที่ไปชี้แจงการตรวจร่างสัญญาประกอบด้วย นายปริญญา ปานทอง รองอธิการบดีฝ่ายจัดการทรัพย์สิน นายเดชา ดีผดุง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำมหาวิทยาลัยด้านบริหารและจัดการความเสี่ยง น.ส.ลัดดาวัลย์ ชูสาย ผู้อำนวยการกองกฎหมาย น.ส.นนทญา สามภักดี นิติกร และนางสาวสิริสา กล่อมจิต นิติกร ซึ่งสรุปได้ว่า ให้มหาวิทยาลัยกลับมาพิจารณา ใน 2 เรื่อง คือ การยกเว้นการวางหลักประกันสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน และดอกเบี้ยในสัญญาจะซื้อจะขาย ซึ่งจาก 2 เรื่องดังกล่าว มหาวิทยาลัยได้ยืนยันไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ปรากฎตาม หนังสือ ที่ ศธ 0527.01/8930 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2554 เรื่องส่งเอกสารเพิ่มเติม ประกอบการตรวจร่างสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน
5. ต่อมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2554 ผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ในฐานะผู้จะขาย คือ นายสัญชัย เตชะมนูญ และ รองศาสตราจาร์ธาดา ธาดาธำรงค์เวช ได้มาพบอธิการบดี ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร เพื่อขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินการจัดทำสัญญาจะซื้อจะขาย ว่าสัญญาที่ส่งพนักงานอัยการตรวจร่างนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินงานในขั้นตอนใด ซึ่งมหาวิทยาลัย โดยกองกฎหมาย ก็ได้ชี้แจงว่า ได้ไปชี้แจงข้อมูลต่อพนักงานอัยการ (นายโกเมท ทองภิญโญชัย ) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา ดังนั้นสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ จึงขอทราบความชัดเจน เรื่องของกำหนดการทำสัญญาจะซื้อจะขายว่าจะเริ่มได้ในเวลาใด ซึ่งอธิการบดีก็คาดว่า น่าจะทำสัญญาได้ภายในเดือนกันยายน 2554 (ไม่เกินเดือนกันยายน 2554 )
6. หลังจากนั้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2554 กองกฎหมาย ได้รับการประสานจาก นายโกเมท ทองภิญโญชัย โดยแจ้งว่าหลังจากที่มหาวิทยาลัยมาชี้แจงในวันที่ 20 กรกฎาคม 2554 และได้ส่งยืนยันข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องปัญหาภาระดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้น มูลนิธิมหาวิทยาลัยนเรศวร จะเป็นผู้รับผิดชอบนั้น นายโกเมทฯจึงได้เสนอข้อมูลทั้งหมดต่อ อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาเพื่อสั่งการแจ้งหนังสือมายังมหาวิทยาลัยนเรศวร (เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ที่พนักงานอัยการ ได้เสนออัยการสูงสุด ) แล้วอัยการสูงสุดสั่งลงมา เพื่อให้มหาวิทยาลัยยืนยันข้อมูล โดยมีข้อสังเกต 2 ประเด็น และขอให้มหาวิทยาลัยยืนยันข้อมูลไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด คือ
1) การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ตามความในสัญญาข้อ 5 ที่ระบุว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 30 วันนับจากวันที่ชำระราคาที่ดินตามเงื่อนไขของสัญญา หมายความว่าอย่างไร
2) เหตุใดจึงไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จะซื้อจะขายก่อน และผ่อนชำระราคาที่ดินนั้นภายหลัง
7. ซึ่งในประเด็นปัญหาดังกล่าว มหาวิทยาลัย ได้แจ้งยืนยันข้อมูลไป ปรากฎตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ 0527.01/10717 ลงวันที่ 1 กันยายน 2554 (ลงนาม นายปริญญา ปานทอง รองอธิการบดีฝ่ายจัดการทรัพย์สิน ปฏิบัติราชการแทนอธิการบดี )และหนังสือที่ ศธ 0527.01/10755 ลงวันที่ 2 กันยายน 2554 (ลงนามโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร ) โดยได้ชี้แจงว่า
1) การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ตามความในสัญญาข้อ 5 ที่ระบุว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 30 วันนับจากวันที่ชำระราคาที่ดินตามเงื่อนไขของสัญญา หมายความว่าอย่างไรนั้น การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ภายใน 30 วันนับจากวันที่ชำระราคาที่ดินเสร็จสิ้น ในแต่ละแปลง ซึ่งการโอนกรรมสิทธิ์จะไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับการชำระราคาในแต่ละแปลงด้วย
2) เหตุใดจึงไม่โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จะซื้อจะขายก่อน และผ่อนชำระราคาที่ดินนั้นภายหลัง นั้น ประเด็นนี้ มหาวิทยาลัยได้เคยต่อรองกับสหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำกัด แล้ว แต่ในครั้งนั้นสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ไม่ยินยอม
8. ทั้งนี้กองกฎหมาย ก็ได้หารือกับพนักงานอัยการ ว่าจะมีประเด็นใดอีกหรือไม่ที่มหาวิทยาลัยจะต้องให้ข้อมูล หรือยืนยันข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งพนักงานอัยการ ก็เห็นว่าไม่น่าที่จะมีประเด็นอะไรที่เป็นข้อสงสัยอีก เพราะมหาวิทยาลัยนเรศวร ก็ได้ให้ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็ไม่น่าที่จะมีประเด็นใดอีก ดังนั้นสัญญาน่าจะไม่มีประเด็นข้อสงสัยเรื่องความเสียเปรียบอีก
9. ต่อมามหาวิทยาลัยเห็นว่าเรื่องเงียบหายไป อธิการบดี จึงได้ได้มอบหมาย รองศาสตราจารย์ดร.ไพศาล มุณีสว่าง รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร นางสาวลัดดาวัลย์ ชูสาย ผู้อำนวยการกองกฎหมาย และ นางสาวนนทญา สามภักดี เดินทางไปสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อติดตามสอบถามความคืบหน้าของการร่างสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ในวันที่ 13 กันยายน 2554 ซึ่งได้พบกับ พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบ คือ นายโกเมท ทองภิญโญชัย ซึ่งท่านก็ได้แจ้งว่า ตอนนี้ (ร่าง) สัญญาอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด ซึ่งในฐานะผู้ที่ตรวจร่างสัญญานั้น นายโกเมท ทองภิญโญชัย ได้นำเสนอข้อมูลทั้งหมดแล้ว
โดยคาดว่า อัยการสูงสุด น่าที่จะต้องการให้มหาวิทยาลัยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมด และผ่อนชำระราคาภายหลัง ซึ่งเป็นลักษณะของสัญญาซื้อขาย ซึ่งหากมองในแง่ของความเสี่ยงของสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ที่จะได้รับ หากมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้มหาวิทยาลัยก่อน มหาวิทยาลัยมีฐานะเป็นส่วนราชการ จึงไม่น่าที่จะห่วง หากมีกรณีที่มหาวิทยาลัยต้องผิดสัญญา ก็กำหนดในข้อสัญญาเพิ่มเติม ว่าให้มหาวิทยาลัยโอนกรรมสิทธิ์นั้นกลับไปที่ สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้ และ พนักงานอัยการ (นายโกเมท ทองภิญโญชัย) ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า(ร่าง)สัญญาที่อัยการสูงสุดตรวจสอบ จะสามารถที่จะส่งให้มหาวิทยาลัยได้เมื่อใด
  มติ 1. ให้มหาวิทยาลัยเจรจาเงื่อนไขกับสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เพื่อขอโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กับมหาวิทยาลัยนเรศวรก่อน และมหาวิทยาลัยนเรศวรจะผ่อนชำระราคาที่ดินตามแผนที่กำหนดไว้ในสัญญา ซื้อขาย ทั้งนี้หลักการสำคัญคือ มหาวิทยาลัยต้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น โดยจะพยายามทำสัญญาระหว่างกันในวันที่ 30 กันยายน 2554 ตามที่ได้ตกลงกันไว้
2. แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุด ถึงผลการเจรจากับสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ในเรื่องของการโอน กรรมสิทธิ์ในข้อที่ 1 และความจำเป็นแห่งเงื่อนเวลา ณ วันที่ 30 กันยายน 2554 ที่จะต้องดำเนินการจัดทำสัญญา เพื่อเป็นการเร่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตอบกลับมา
3. หากไม่สามารถทำสัญญากับสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2554 ที่ประชุม มีมติอนุมัติในหลักการให้มหาวิทยาลัยสามารถทำสัญญาซื้อขายกับสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้เมื่อได้รับร่างสัญญาที่ผ่านการตรวจสอบจากอัยการสูงสุดแล้ว